Wednesday, April 20, 2016

อย่าตัดสินคนอื่นก่อนจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเสียก่อน

เด็กหนุ่ม อายุ 24 ปี ทอดสายตามองไปที่หน้าต่างรถไฟ และตะโกนร้องว่า
“พ่อ ดูนี่ซิ ต้นไม้มันวิ่งไปข้างหลัง มันวิ่งเร็วมากเลยนะ”
ผู้เป็นพ่อได้แต่จ้องมองเขาเขม็งด้วยแววตาเปี่ยมสุขและเปื้อนรอยยิ้ม

คู่สามี-ภรรยาที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ มองเด็กหนุ่ม อายุ 24 ปีคนนี้ และคิดในใจ
อะไรกัน โตขนาดนี้แล้ว ยังทำตัวเหมือนเด็ก สงสัยจะมีปัญหาทางจิต ดูซิ แม้แต่พ่อเค้ายังไม่สนใจ
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มอุทานเสียงดังขึ้นมาอีก
พ่อ ดูโน่น “ก้อนเมฆมันวิ่งมากับพวกเรา”

คู่สามี-ภรรยาอดใจไม่ไหว จึงพูดกับผู้เป็นพ่อว่า
ทำไมคุณไม่พาลูกชายไปหาหมอดี ๆ เช่น จิตแพทย์ ก็น่าจะดีนะ?
ชายชราผู้เป็นพ่อยิ้มและตอบว่าผมเพิ่งพาไปครับ
เราเพิ่งพบแพทย์กันมาแต่ไม่ใช่จิตแพทย์หรอกครับ
เราเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลกันครับ

ลูกชายผมตาบอดมาแต่กำเนิด
เค้าเพิ่งจะมองเห็นวันนี้เป็นครั้งแรก
พฤติกรรมของเค้าอาจจะดูงี่เง่าสำหรับพวกคุณ แต่มันคือปาฏิหารย์สำหรับผม

คู่สามี-ภรรยา ต่างนั่งอึ้ง พูดไม่ออก
น้ำตาเอ่อท้น และรู้สึกเสียใจและอับอาย

ทุกคนบนโลกใบนี้ต่างมีเรื่องราวที่ไม่เหมือนกับประสบการณ์ของคุณ

อย่าตัดสินผู้อื่นเร็วเกินไป
อย่าด่วนสรุปสิ่งที่คุณไม่รู้จริงในเรื่องที่เป็นส่วนตัวของเขา
คุณไม่มีทางทราบหรอกว่าเขามีความเป็นมาอย่างไร หรือเขาต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง
เมื่อความจริงเบื้องหลังเรื่องราวของเขาถูกเปิดเผย คุณอาจจะแปลกใจ

โปรดอย่าพิพากษาคนอื่น แม้ว่าคุณจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบแล้ว
โปรดปรารถนาดี ทำสิ่งดี ๆ รับฟังกัน

Sunday, April 17, 2016

ฉันอยากกลายเป็นสมาร์ทโฟน

เรื่องเศร้าเช้านี้

มีครูสาวคนหนึ่ง หลังทานข้าวเย็นเสร็จ ก็นั่งตรวจการบ้าน ส่วนสามีก็นั่งเล่นเกมส์โปรดอยู่ใกล้ๆ เมื่อตรวจจนถึงแผ่นสุดท้าย ก็นั่งร้องไห้เงียบๆ สามีเห็นเข้าจึงถามว่าร้องทำไมเกิดอะไรขึ้น ภรรยาตอบว่าเมื่อวานฉันให้การบ้านนักเรียนเรียนดีคนหนึ่ง ให้เขียนอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับความฝันของเขา สามีถามว่า แล้วคุณร้องไห้ทำไม   ภรรยาตอบว่า วันนี้ฉันตรวจบทความที่เขาเขียน อ่านแล้วทำให้ฉันร้องไห้ สามีถามว่า เขาเขียนว่าอะไรถึงทำให้คุณร้องไห้ ภรรยาบอกว่า ฟังนะ แล้วอ่าน..

ความฝันของฉันคือ ฉันอยากกลายเป็นโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน พ่อแม่ของฉัน รักสมาร์ทโฟนมาก พวกเขาเอาใจใส่สมาร์ทโฟน มากจนบางครั้งลืมเอาใจใส่ฉัน เวลาคุณพ่อเหนื่อยมาจากที่ทำงานคุณพ่อมีเวลาให้สมาร์ทโฟน แต่ไม่มีเวลาให้ฉัน เวลาพ่อแม่ฉันกำลังทำงานสำคัญอยู่ พอสมาร์ทโฟนดัง พวกเขาจะรีบให้ความสนใจ แต่กับฉันแล้วไม่แม้ว่าฉันจะกำลังร้องไห้อยู่

พวกเขาเล่นเกมส์บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่เล่นกับฉัน เวลาที่พวกเขาคุยกับคนอื่นโดยใช้สมาร์ทโฟน พวกเขาไม่เคยฟังฉันพูดเลย แม้ว่าฉันกำลังเล่าเรื่อง ที่สำคัญอยู่ ดังนั้นความฝันของฉันก็คือฉันอยากเป็นสมาร์ทโฟน

หลังจากสามีได้ฟังรู้สึกสะเทือนใจถามว่าเด็กคนไหนเป็นคนเขียน
ภรรยาตอบว่า "ลูกของเรา"

Saturday, April 16, 2016

ดูแลสมอง 10 ประการ

"หนูดี - วนิษา เรซ"การดูแลสมอง 10 ประการ:

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์ เซลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว

2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่า สมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมี ไขมันดีไปทดแทน ส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กิน ไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดี อย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรส เป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซี กินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติ และนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมอง เข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่น ที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการ เห็นภาพ และมีความคิด สร้างสรรค์

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจ ในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมอง ว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวัน สมองจะปรับพฤติกรรมเรา ให้ไปสู่เป้าหมายนั้น

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้ม หรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสาร แห่งความสุข หลั่งออกมา

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้ หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้ และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุข ก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลือง พลังงานสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณ สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน ลงในสมุดบันทึก เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมี ที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี

9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกซิเจน 20-25% ของออกซิเจน ที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการ ส่งพลังงานที่ดี ไปยังสมอง

10. อย่าลืมแบ่งปันข้อมูลดีๆให้ คนอื่นเสมอ เพราะสมองของเรา จะจดจำข้อมูล ที่เราแบ่งปันให้คนอื่น

Tuesday, March 15, 2016

Pick On Wife Day

1.󾭣Wife :  Shall I prepare Curry or Soup today?
Husband : First make it, we will name it later.

2.󾭣A frustrated husband in front of his laptop :  Dear Google, please do not behave like my wife...Please allow me to complete my sentence before you start guessing & suggesting.

3.󾭣A married man's prayer :  Dear God, You gave me childhood, You took it away.  You gave me youth, You took it away. You gave me a wife ... Its been years now, just reminding You….

4.󾭣A man brings his best buddy home for dinner unannounced at 5:30 after work. His wife begins screaming at him and his friend just sits and listens in.

"My hair & makeup are not done, the house is a mess, the dishes are not done, I'm still in my pajamas and I can't be bothered with cooking tonight ! Why the hell did you bring him home for?"

Husband answers:   "Because he's thinking of getting married".

5.󾭣Husband : I found Aladdin's lamp today.
Wife : wow, what did u ask for darling??
Husband : I asked him to increase your brain ten times.
Wife : oh darling.. love u so much.. Did he do that??
Husband : He laughed and said multiplication doesn't apply on zero.

6.󾭣Employee : Sir, You are like a lion in the office! What about at home?
Boss : I am a lion at home too, But there we have a lion tamer !!!

7.󾭣A man gifted his wife with a diamond necklace for their anniversary and wife didn't speak to him for 6 months.
Was the necklace FAKE?
Nooooo ! That was the deal.

8.󾭣A couple was having dinner at a fancy restaurant. As the food was served, the husband said, "the food looks delicious, let's eat."
Wife : honey ... you say prayer before eating at home.
Husband : that's at home sweetheart ... here the chef knows how to cook.

9.󾭣 Best Slogan on a MAN's T-Shirt :  "Please Do Not Disturb me,
I am Married and already very Disturbed."

Thursday, February 11, 2016

ลื้อต้องทำตามที่อั๊วสั่งเสียนะ

มีเรื่องเล่าของชาวจีนอยู่เรื่องนึง ฟังแล้ว อารมณ์ดีมีสาระ
เจ้าสัวพันล้านเกิดตายคาอก ทิ้งมรดกไว้ให้อาตี๋ ซึ่งเป็นลูกคนเดียวนับพันล้าน โดยทิ้ง Key Note เอาไว้ใน iPad ดังนี้
"อาตี๋ ลื้อต้องทำตามที่อั๊วสั่งเสียนะ มีไม่กี่ข้อหร๊อก อั๊วไปสบายแล้ว ซาโยนาระนะอาตี๋ เอ้า เริ่มเลยละกัน

ข้อ 1. #ไปทำงานอย่าโดนแดด
ข้อ 2. #กินอาหารให้อร่อยๆ
ข้อ 3. #บัญชีไม่ต้องทำ
ข้อ 4. #กลับบ้านดึกๆ"

อาตี๋ก็ทำตามสองปี สมบัติพันล้านเกลี้ยงเลย พอเงินหมดก็จุดธุปบอกเตี่ยว่า, "ผมทำตามแล้วทำไมถึงหมดตัว เตี่ยทำให้ผมหมดตัวเลย"
เจ้าสัวบอก ไอ๊เค้าเป๋ ลื้อเข้าใจผิดหมดเลย!! "ฟังอั๊วนะ อาตี๋

ข้อ 1. ไปทำงานอย่าโดนแดด อั๊วหมายถึง #พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ลื้อต้องไปก่อนพนักงานมา เพื่อเค้าจะได้เอาเป็นแบบอย่าง ลูกน้องจะทำตามแบบเรา ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง ลื้อเข้าใจมั้ย!!? ลื้อเล่นไปทำงานเอาเย็นๆ ฉิกหาย ลูกน้องก็พลอยขี้เกียจไปล่วย

ข้อ 2. กินอาหารให้อร่อยๆ อั๊วหมายถึง #ไม่หิวอย่ากิน ให้หิวแล้วหากินอาหารอะไรก็ได้ กินอะไรมันก็จะอร่อย ไม่ใช่ให้ลื้อไปกินหูฉลาม กินอาหารโรงแรม ทุกวันแม้แต่เวลาอิ่ม ลื้อก็ไปกิง อย่างนี้ชิกหายนะ กินล้างผลาญ

ข้อ 3. บัญชีไม่ต้องทำ อั๊วหมายถึง #ให้ค้าขายแต่เงินสด ไม่ขายเงินเชื่อ เลยไม่ต้องทำบัญชี ไม่ใช่ขายเชื่อแล้วยังไม่ทำบัญชี แบบนี้ก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

ข้อ 4. กลับบ้านดึกๆ อั๊วหมายถึง #รอพนักงานกลับหมดก่อน จะได้ปิดร้าน ดูให้ดีๆ ปิดไฟปิดน้ำปิดประตูหมดหรือยัง ให้รอบคอบ ไม่ได้ให้ลื้อไปเที่ยวกินเหล้าทุกวัน เที่ยวผู้หญิง เที่ยวเล้าจ์แบบนี้ ไม่ล่มจม ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วอาตี๋

เค้าเป๋เอ้ย!! ลื้อหาเงินใหม่เองละกัน อั๊วไปล่ะ นางสวรรค์มาเรียกอั๊วแล้ว..

อ้อ.. ปล. ลื้อดูแลปรนนิบัติแม่ลื้อดีๆนะ อย่าเพิ่งให้รีบตามมาอยู่กับอั๊วล่ะ "

Sunday, April 12, 2015

คนเลี้ยงไก่

มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน
คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้า เข้าไปใน โรงเรือนเลี้ยงไก่
แล้วก็ เก็บ “ขี้ไก่” ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!! แล้วทิ้งไข่ไก่ ให้เน่าไว้ในโรงเรือน
เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขึ้ไก่ !!!
คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น!!!

คนเลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่
เก็บ ไข่ไก่ ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน
คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือ เขาก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน
ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก…..

ในชีวิตของเรา พวกเรา เป็นคนเก็บ “ไข่ไก่ ” หรือ เก็บ”ขี้ไก่”

เราเป็นคนเก็บ “ขี้ไก่” โดยเฝ้าแต่เก็บ เรื่องร้ายๆ แย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา
และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน!!!

หรือเราเป็นคนที่เก็บ”ไข่ไก่” เราจดจำสิ่งที่ดีๆที่เกิดในชีวิตของเรา
และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!!

คน เราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ “ขี้ไก่”
เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจฯลฯ
มักจะติดอยู่ในใจของเรานานเท่านาน

ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ”ไข่ไก่” กับชีวิต

ทิ้ง “ขี้ไก่” ไปเถอะ
ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที…

นิทานสอนใจ เรื่อง คนเลี้ยงไก่ จาก หลวงพ่อชา

Wednesday, March 25, 2015

เมื่อท่านผู้เฒ่า “ลี” สอนวิธีชราอย่างมีคุณภาพ

ประวัติอดีตผู้นำสิงคโปร์
ถึงแก่อนิจกรรมวัย 91ปี เมื่อเช้ามืด 23 มีนาคม 2558
นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ปกครองมา 31 ปี
จนมาถึงลูกชาย เป็นนายกปัจจุบันคนที่ 3 ของสิงคโปร์

ลี กวน ยู............



เมื่อท่านผู้เฒ่า “ลี”
สอนวิธีชราอย่างมีคุณภาพ

 เพราะเคยมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตผิดมานาน เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์  ลี กวน ยู  จึงหยุด

อดีตนายก ฯ สิงคโปร์  ลี กวน ยู  ปีนี้อายุ 87  แต่สุขภาพยังฟิตเปรี๊ยะ เพราะดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเคร่งครัด แกเล่าว่า ครั้งหนึ่งตอนยังหนุ่มแน่นและเป็นนักการเมืองเต็มตัว ก็เคยใช้ชีวิตที่เป็นโทษกับสุขภาพของตนอย่างยิ่งเช่นกัน กินเหล้า สูบบุหรี่ อย่างหนักหน่วงมาก่อน            
           
ลีเล่าว่า ตอนอายุ 34 ต้องหาเสียงอย่างร้อนแรง คืนที่ชนะเลือกตั้ง ทั้งสูบบุหรี่ ทั้งดื่มเบียร์เต็มอัตรา พอจะขึ้นเวทีปราศรัยขอบคุณประชาชน ปรากฏว่าเสียงหาย
       
ได้เสียงมากพอที่จะชนะเลือกตั้ง แต่เสียงจากลำคอแห้งเหือดไปหมด เพราะบุหรี่และเหล้าตัวดี (แปลว่าตัวร้าย) นี่แหละ  “ผมหลอกตัวเองด้วยการซื้อบุหรี่ซองละ 10 มวน...แต่ผมต้องปราศรัย 3 แห่งในคืนเดียวกัน  ก็จึงสูบไป 30 มวนอยู่ดี....” นายลีเล่าให้สมาคมผู้สูงอายุฟังเมื่อไม่นานมานี้
         
 มาถึงจังหวะหนึ่งของชีวิต นายลีบอกว่าสุขภาพของเขาย่ำแย่ถึงขั้นที่เขาต้องตัดสินใจว่าจะเป็นนักการเมืองและทนายความที่ดีต่อไปได้หรือไม่ สองอาชีพนี้ต้องใช้เสียงด้วยกันทั้งนั้น
         
 “ผมบอกตัวเองว่า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือทนาย ผมก็ต้องรักษาเสียงผมไว้ ผมจึงตัดสินใจเลิกบุหรี่...”  นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะลีสารภาพว่าเขาติดบุหรี่งอมแงม บางคืนฝันร้ายว่ากลับไปสูบบุหรี่อีก ตกใจตื่นขึ้นมากลางดึกก็บ่อย แต่พลังของความเด็ดเดี่ยวที่จะต้องเลิกบุหรี่นั้นมาจากการตอบคำถามตัวเองว่า จะทำอาชีพของตัวเองให้ได้ดีต่อไปหรือไม่ ถ้าจะทำงานให้ดีต้องหยุดบุหรี่ และต้องหยุดอย่างเด็ดขาด ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ ตอนนั้น ลียังไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งกับการสูบบุหรี่ จึงยังไม่มีความกลัวตายนัก
         
แต่แปลกมากที่หลังจากนั้น ลี ก็เกิดอาการแพ้ควันบุหรี่อย่างหนักหน่วง เรียกว่าใครสูบบุหรี่ใกล้ ๆ ไม่ได้เลย “ผมต้องขอให้รัฐมนตรีไม่สูบบุหรี่ในห้องประชุม ถ้าจะสูบก็ขอให้ไปสูบนอกห้อง เพราะผมแพ้มันจริง...”
         
วันหนึ่ง ลี อยู่ที่บ้านของเพื่อนซี้ชื่อราชารัตนัม และกำลังพูดคุยกับนักข่าวต่างประเทศกลุ่มหนึ่งซึ่งรวมถึงนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ ลอนดอนไทมส์ พอถ่ายรูปร่วมกัน ลี เห็นรูปของตัวเองพร้อมกับพุงที่ยื่นออกมาอย่างน่าเกลียด “ผมบอกตัวเองทันทีที่เห็นรูปนั้นว่า ไม่ไหว เพราะมันเป็นพุงที่ยื่นออกมาด้วยฤทธิ์ที่ดื่มเบียร์มากเกินไป” ลี กวน ยู ตัดสินใจปฏิบัติการ “ลดพุง” ด้วยการหันไปเล่นกอล์ฟ...เริ่มด้วยการหวดลูกกอล์ฟเป็นร้อย ๆ ครั้งต่อวัน แต่พุงก็หาได้ลดลงไม่ แกจึงบอกตัวเองอีกรอบว่า ถ้าจะให้หุ่นดี ต้องลดการบริโภค และต้องเผาผลาญจากร่างกายให้มากกว่านี้

วันหนึ่งหลังการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1976  ลี บอกว่ารู้สึกเหนื่อย จึงไปยืนที่สนามของทำเนียบนายก ฯ พยายามหายใจลึก ๆ ยาว ๆ ลูกสาวลีคนหนึ่งที่เพิ่งจบวิชาแพทย์มาเห็นเข้าก็ถามว่า “พ่อทำอะไรอยู่” แกตอบว่า “พ่อพยายามจะสูดออกซิเจนเข้าไป”  ลูกสาวตอบสวนกลับมาทันทีว่า “ถ้างั้น พ่อต้องไม่เล่นกอล์ฟ ต้องหันไปวิ่ง ต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิก...”
         
ตอนแรก ลี ใช้วิธีเดินเร็ว ๆ ระหว่างหลุมกอล์ฟ ต่อมาก็วิ่งระหว่างหลุม รู้สึกร่างกายจะตอบสนองดี หลังจากนั้นไม่นาน ลี ก็ตัดสินใจออกกำลังกายด้วยการวิ่งหลังการตีกอล์ฟ  อีกไม่กี่ปีต่อมา ลี ก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า การตีกอล์ฟกินเวลายาวนานเกินไป ออกกำลังกายด้วยการวิ่งกินเวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น แกจึงเลิกตีกอล์ฟ หันมาวิ่งอย่างเดียว
         
ลีบอกว่า ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะมีอายุถึง 84 หรือ 85  คุณแม่เสียตอนอายุ 74  แต่คุณพ่อจากไปตอน 94 เพราะคุณพ่อว่ายน้ำทุกวันและหาเรื่องทำตลอดเวลา “ดังนั้น ผมจึงคำนวณเอาเองว่า ผมควรจะมีอายุยาวนานถึงตรงกลางระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ “ ตอนอายุ 73 ขณะที่ขี่จักรยาน ลี รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นไปถึงคอ วันรุ่งขึ้น ถีบจักรยานอีก อาการหนักขึ้นหลังจากเริ่มต้นได้ 5 นาที แกให้หมอตรวจก็พบว่า เส้นโลหิตบางเส้นตีบ ต้องใส่บอลลูนหัวใจ “ถ้าผมไม่รีบไปให้หมอหัวใจตรวจ  สงสัยอาจจะม่องเท่งตอน 74 แล้วก็ได้ เหมือนแม่ผม...” เส้นตายเส้นต่อไปคืออายุ 84 ซึ่งเป็นปีที่คุณพ่อหกล้มจนต้องนั่งรถเข็น
       
“ผมต้องระวัง เพราะบางทีถ้าผมหมุนตัวเร็วไปหน่อย จะเกิดอาการเวียนหัว หน้ามืด

จึงต้องทำอะไรช้าลง เพราะประสาทของคนวัยทองเริ่มจะเสื่อมถอยลง”

 ลี กวน ยู  แนะนำคนชราแห่งสิงคโปร์ว่า จะต้องไม่แยกตัวเองไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการมีอะไรมากระตุ้นตลอดเวลา และต้องพบปะผู้คน ต้องคอยติดตามเรื่องราวของสังคมและโลก
         
“ผมไม่ค่อยชอบเดินทางเท่าไร

แต่ผมก็บังคับตัวเองให้ไปโน่นมานี่ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของหลายบริษัท เช่น ธนาคารและบริษัทน้ำมัน

ผมไปจีน ไปอินเดีย...ได้พบปะ ได้ประชุม ได้ฟังคำบรรยายสรุป

จะได้รู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว...มิฉะนั้น ผมว่าเราจะเหี่ยวเฉาแน่หากนั่งนอนอยู่กับบ้านและไม่คบหาผู้คน...”
       
ลีบอกว่า ที่สำคัญสำหรับคนอายุมากขึ้นคือ ต้องมีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ

“ถ้าคุณอายุ 55 และบอกตัวเองว่าจะเกษียณเพื่ออ่านหนังสือ เล่นกอล์ฟ และดื่มไวน์

ผมว่าคุณเสร็จแน่ ๆ  !

เพราะหลังจากสองสามเดือน คุณจะเริ่มเบื่อ ไม่มีอะไรทำ

ไม่มีเป้าหมายในชีวิต คุณจะเริ่มเหี่ยวทั้งร่างกายและหัวใจ..

"ดังนั้น คำแนะนำจากท่านผู้อาวุโสของสิงคโปร์ก็คือ ต้องหาเรื่องที่ตนเองสนใจมาทำ และต้องหาอะไรท้าทายตัวเองตลอดเวลา
         
“ทุกวันนี้ พอใครมาบอกผมว่า อายุ 60 แล้ว กำลังจะเกษียณ

จะไม่ทำอะไรแล้ว ผมถามเขาว่า คุณอยากตายเร็วหรือไง”

แกฝากบอก สว. หรือคนสูงวัยทั้งหลายว่า  “ถ้าคุณต้องการเห็นพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้

คุณต้องหาเหตุผล ต้องมีอะไรมากระตุ้นให้คุณต้องการจะใช้ชีวิตที่สนุกสนานต่อไปเรื่อย ...

ไม่ใช่พักผ่อนนอนหลับอย่างเดียว...อย่างนี้เท่ากับรอวันตายเท่านั้น  !



 (โดย สุทธิชัย  หยุ่น)