Saturday, June 21, 2014

ดาวพฤหัสบดี ยกย้ายราศีได้ตำแหน่งที่ดี

ดาวพฤหัสบดี ดาวตัวแทนแห่งความมั่นคง ความสำเร็จ ยกย้ายราศี ในวันที่ 17 มิถุนายน ได้ตำแหน่งที่ดี ในรอบ 12 ปี จะมีผลต่อดวงชะตาของคุณทั้ง 12 ราศีอย่างไร อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ มีคำตอบให้คุณแบบฟันธง

Wednesday, June 18, 2014

จดหมายจากในหลวง ถึง สมเด็จพระเทพฯ

6 ตุลาคม 2547
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเผยแพร่



ลูกพ่อ

ในพื้นแผ่นดินนี้ ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชั่ว ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว ทุกคนปราถนาความสว่างปราถนาความดีด้วยกันทุกคน แต่ความปราถนานั้น จักสำเร็จลงได้ จักตัองมีวิธีที่จักดำเนินให้ไปถึงความสว่างหรือความดีนั้น ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดี นั้นก็คือ รักผู้อื่น เพราะความรักผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา ถ้าให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้

พ่อขอบอกลูกดังนี้....

  1. ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่าเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกัน ทั้งหมด ทั้งสิ้น ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
  2. มองโลกในแง่ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมองโลกจากความเป็นจริง อันจักเป็นทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้องและเหมาะสม
  3. มีความสันโดษ คือ มีความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจ พอใจตามมีตามได้ คือ ได้อย่างไรก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติด ขอให้คิดว่า มีก็ดี ไม่มีก็ได้ พอใจตามกำลัง คือ มีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย
    • ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลม จะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
    • พอใจตามสมควรคือทำงาน ให้มีความพอใจ เหมาะสมแก่งาน
    • ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน
  4. มีความมั่นคงแห่งจิต คือ ให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร
และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปราถนา ให้ภาวนาว่า
มีลาภมียศ
สุขทุกข์ปรากฎ สรรเสริญนินทา
เสื่อมลาภเสื่อมยศ เป็นกฎธรรมดา
อย่ามัวโศกา นึกว่า"ชั่งมัน"


พ่อ
6/10/2547




สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชปารภทิ้งท้าย

ฉันหวังว่า....คำสอนพ่อ ที่ฉันได้ประมวลมานี้ จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่ได้พบเห็น และลูกอันเป็นที่รักของพ่อทุกคน ฉันรักพ่อฉันจัง
สิรินทร



จดมายส่งต่อ อ่านแล้วซาบซึ้งเหลือเกิน


ทรงพระเจริญ

Sunday, June 15, 2014

ทำไมเยอรนีถึงเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ?

ข้อคิดดีๆนำมาแบ่งปันกันครับ
19 ข้อไขความลับ ทำไมเยอรนีถึงเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ?

Make me a German สารคดีจาก BBC ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของครอบครัวชาวอังกฤษ ที่ประกอบด้วยสามี ซึ่งเป็นนักข่าว ภรรยา เป็นนักเขียน และลูกน้อยอีก 2 คน ที่ไปใช้ชีวิตในเยอรมนี เพื่อค้นหาความลับว่า อะไรที่ทำให้ประเทศนี้ประสบความสำเร็จขนาดนี้ โดยบทความนี้ Wegointer ได้แบ่งออกมาเป็น 19 ข้อด้วยกันว่า อะไรที่ทำให้ประเทศเยอรนี เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ?

  1. ระดับหนี้สินต่อครัวเรือนของคนเยอรมันอยู่ในระดับต่ำมากที่สุดในยุโรป ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้จ่ายด้วยเงินสดมากกว่าบัตรเครดิต
  2. ธนาคารไม่อนุมัติบัตรเครดิตให้กันง่ายๆ ในขณะที่ชาวเยอรมันก็ไม่ต้องการได้บัตรเครดิตง่ายๆ เช่นกัน
  3. คนเยอรมันสามารถออมเงินได้ 10% ของเงินเดือนแทบทุกคน
  4. ผู้คนส่วนใหญ่มีเงินฝากในธนาคารเป็นกอบเป็นกำ ทำให้ระบบการหมุนเวียนของเงินกู้กับเงินฝากสมดุลกันได้ดี
  5. คนเยอรมันไม่นิยมเอาบ้านหรือรถยนต์ไปจำนองเพื่อนำเงินมาทำธุรกิจ เพราะถือว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียทรัพย์สินที่มีอยู่
  6. คนเยอรมันใช้เวลาทำงานต่อสัปดาห์น้อยกว่าคนในชาติอื่นๆ ทั่วโลก แต่ได้ประสิทธิภาพมากกว่า
  7. การทำงานล่วงเวลาถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม เนื่องจากการให้เวลากับครอบครัวหลังเลิกงานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก
  8. เวลาแปดชั่วโมงต่อวัน คนเยอรมันทำงานอย่างจริงจังในเวลางาน ไม่เสียเวลาไปกับการพูดคุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน
    อีเมลล์ส่วนตัว Facebook และโทรศัพท์มือถือ …เป็นที่รู้กันว่าไม่ควรใช้ในชั่วโมงทำงาน
  9. นักข่าวชาวอังกฤษที่ไปทำงานในโรงงาน Faber & Castel ที่เยอรมนี ถูกต่อว่าจากเพื่อนร่วมงานทันทีที่หยิบโทรศัพท์เพื่อต้องการส่ง SMS แค่ครั้งเดียว
  10. ชีวิตในที่ทำงานที่นี่เขาจริงจังกันมาก ไม่มีการพูดคุย นินทา ไม่อยากรู้อยากเห็นว่าใครเป็นแฟนใคร ใครเลิกกับใคร ใครจะไปออกเดทกับใคร ไม่แม้แต่จะเล่าเรื่องละครทีวีที่ดูเมื่อคืน เลิกงานแล้วจะไปไหน จะไปทานดินเนอร์กับใคร ก็ไม่มีการพูดคุยกัน
  11. การมาทำงานสายจะถูกมองว่าเป็นคนไม่รักษาสัญญา จะมาสายสามนาทีหรือสามสิบนาที ก็ถือว่าเป็นคนไม่มีคุณภาพ เพราะขาดความเคารพต่อตัวเองและองค์กร
  12. สองในสามของคุณแม่มือใหม่จะไม่ทำงานนอกบ้าน การบอกว่าเป็น Housewife ในประเทศอื่น ๆ อาจจะรู้สึกเขินอายเหมือนว่าตนเองไม่มีงานทำ แต่ที่นี่มีแต่ความภาคภูมิใจหากจะได้เป็น Housewife
  13. รัฐบาลให้สวัสดิการดีกับคุณแม่ที่ต้องออกจากงาน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้แม่ได้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง การให้เวลากับลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ
  14. ในวันอาทิตย์ ร้านรวงทั่วไปตามแหล่ง Shopping จะปิดเงียบ เพื่อให้ผู้คนส่วนใหญ่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เมื่อสถาบันครอบครัวแข็งแรงประเทศชาติก็จะแข็งแรง
  15. ในยามยากของเศรษฐกิจ บริษัทส่วนใหญ่ไม่ใช้วิธีการ Layoff พนักงาน ไม่นิยมการปลดคนงานออกแบบกระทันหัน เพื่อความอยู่รอดของบริษัท
  16. อาจจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปเสียแล้ว ที่บริษัทจะเป็นห่วงความอยู่รอดของพนักงานก่อน เพื่อที่จะได้ช่วยกันประคองให้บริษัทอยู่รอด
  17. พนักงานยินดีที่จะถูกลดรายได้อย่างพร้อมเพียงกัน เพื่อให้ทุกคนอยู่ได้และบริษัทอยู่รอด  สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการรักพวกพ้อง รักองค์กร และรักชาติในที่สุด
  18. ทีมชาติฟุตบอลของเยอรมนี จะไม่ค่อยมีดาวเด่นที่โด่งดังระดับโลก แต่ก็สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 3 สมัย ด้วยทักษะการเล่นอย่างเป็นทีมเวิร์คมากกว่าความสำเร็จจากความสามารถเฉพาะบุคคล
  19. การใช้ชีวิตแบบพอเพียง ประหยัด จริงจังในหน้าที่ มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง รักครอบครัว รักพวกพ้อง รักชาติ เหล่านี้ล้วนเป็นอุปนิสัยขั้นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ในเยอรมนีได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา

Tuesday, April 1, 2014

ปลาทูไหม้

แม่ของผมเป็นคนทำอาหารที่บ้านประจำทุกวัน...
คืนหนึ่งหลังจากที่แม่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน พอแม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า และทำอาหารเย็นให้เราปกติ ที่โต๊ะอาหารแม่วางจานที่มีปลาทูที่ไหม้เกรียม บนโต๊ะต่อหน้าพ่อและทุกๆคน....

ผมรอว่าแต่ละคนจะว่าอย่างไร.....

แต่...พ่อไม่พูดอะไร และตั้งหน้าตั้งตากินปลาทูไหม้ตัวนั้น และหันมาถามผมว่าที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

คืนนั้นหลังอาหารเย็น ผมจำได้ว่า ได้ยินแม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทูไหม้...และผมไม่เคยลืมที่พ่อพูดกับแม่เลย "โอย...ผมชอบปลาทูทอดเกรียมๆ ...อร่อยมากนะแม่"

คืนต่อมา ผมเก็บคำถามในใจก่อนนอน และถามพ่อว่า "พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จริงๆ เหรอ?"

พ่อลูบหัวผม และ ตอบว่า....
แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน... ปลาทูไหม้ 1 ตัว ไม่เคยทำร้ายใคร แต่คำพูดที่ต่อว่ากันต่างหากที่จะทำร้ายกัน
ชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ และแต่ละคนก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีอะไรดีกว่าใครๆ
พ่อเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยลืมวันเกิดแม่ วันครบรอบวันแต่งงาน  และเแม้แต่พ่อเองยังเคยลืมทำบุญวันเกิดของพ่อและแม่ของพ่อเองตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เลยแต่สิ่งที่พ่อเรียนรู้ ในช่วงชีวิตคือ.....การเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดของคนอื่น และของตัวเอง 
การเลือกที่จะยินดีกับความคิดต่างกันของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ ในการรักษาชีวิตครอบครัวที่มีความสุขและยืนยาวชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเสียใจที่ว่า เราทำผิดกับคนที่เรารักและรักเรา ให้ดูแลและทะนุถนอมคนที่รักเรา และพยายามเข้าใจและให้อภัยจะดีกว่า

ถ้าเรารู้ เราจะทำไหม?


  • เราจะบีบแตรใส่คนที่ยืนยึกยักริมถนนแยกที่ผ่านมาไหม – ถ้าเรารู้ว่าเค้าใส่ขาเทียม?
  • เราจะเบียดชนคนข้างหน้าที่เดินช้ามากไหม – ถ้าเรารู้ว่าเค้าเพิ่งตกงาน?
  • เราจะขำคนที่แต่งตัวเชยไหม – ถ้าเรารู้ว่าเค้ามีชุดเก่งแค่ชุดเดียว?
  • เราจะรำคาญสาวโรงงานที่มาเดินพารากอนไหม – ถ้าเรารู้ว่านั่นคือการฉลองวันเกิดของเธอ?
  • เราจะหมั่นไส้ลุงที่หัวเราะเสียงดังลั่นคนนั้นไหม – ถ้ารู้ว่าแกเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย?
  • เรารู้แจ่มชัดเสมอ…ว่าชีวิตเรากำลังเจออะไร แต่เราไม่มีวันรู้ว่า "คนที่เราเจอ – กำลังเจอกับอะไร"


โลกกว้างกว่าเงาของเรา และโลกก็ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา
มองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆไปบ้าง ให้โอกาสและให้อภัย มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะได้รักและอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน ยาวนาน

อภัยให้แก่กันในวันนี้ ดีกว่าอโหสิให้กันวันตาย

Sunday, December 8, 2013

เหมือนแมลงเม่าบินเข้าหากองไฟ

ธรรมวันเสาร์
พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้ทุกคนมีศีล และมีจิตใจงาม
เพราะจะมีความสุข และอยู่ด้วยกัน
เป็นสุขจริงๆ ทุกๆ คนต้องการสุขด้วยกันทั้งนั้นไม่มีใครปฏิเสธ
แต่ทำไมไม่เดินในทางของความสุข
ไปเดินในทางของความทุกข์ แล้วก็ร่ำร้องว่าไม่มีความสุข
ความที่เป็นเช่นนี้กล่าวได้ว่า
เพราะใจของคนยังมืดมิด จึงเดินเข้าไปหากองไฟ ด้วยอาการที่ร่าเริงเบิกบาน
เหมือนแมลงเม่าบินเข้าหากองไฟ
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม เป็นดวงประทีปส่องให้มองเห็นทางที่ถูกต้อง สำหรับคนที่มีจักษุจักได้มองเห็นและเดินถูกทาง


พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก -- ธรรมวันนี้

Saturday, November 23, 2013

20 คำคมโดนๆ

คำคมสร้างกำลังใจ แรงบันดาลใจ

ไม่ว่าคุณจะเบื่อหน่าย หรือเผชิญปัญหา ขอให้ไตร่ตรอง และมองด้านบวกเข้าไว้ และ 20 คำคมดีๆนี้ จะทำให้คุณสามารถมอบกำลังใจให้กับตัวเองได้อย่างดี

If it’s still in your mind, it’s worth taking the risk.
หากความท้าทายบางอย่างยังติดอยู่ในห้วงความคิด มันก็คุ้มค่าพอที่จะลองเสี่ยง

You can’t win unless you learn how to lose.
คุณไม่มีวันเป็นผู้ชนะได้ หากไม่เรียนรู้ที่จะแพ้เสียก่อน

Stay committed to your decisions
but stay flexible in your approach.
จงแน่วแน่ในการตัดสินใจ
แต่ให้ยืดหยุ่นกับการลงมือทำ

Respect yourself enough to know that you deserve the very best.
จงนับถือตัวเองให้มาก เพื่อที่จะรู้ว่าตัวคุณคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด

Challenges are what make life interesting.
Overcoming them is what makes life meaningful.
ความท้าทายเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตน่าสนใจ
แต่การเอาชนะมันให้ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

Failure is simply the opportunity to begin again this time more intelligently.
ความล้มเหลวคือโอกาสในการเริ่มต้นทำสิ่งเดิมอีกครั้งอย่างชาญฉลาดกว่าเดิม

Genius is 1 inspiration and 99 perspiration.
อัจฉริยะ เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจเพียง 1% ส่วนอีก 99% นั้น คือการลงมือทำ

Your future is created by what you do today, not tomorrow.
อนาคตของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณทำในวันนี้ ไม่ใช่วันพรุ่งนี้

Confidence comes not from always being right
but not fearing to be wrong.
ความมั่นใจไม่ได้มาจากการทำอะไรถูกต้องอยู่เสมอ
แต่มาจากการไม่กลัวที่จะทำอะไรผิด
The best way to cheer yourself up
is to cheer somebody else up.
วิธีให้กำลังใจตัวเองที่ดีที่สุด
คือการให้กำลังใจคนอื่น

Don’t give up the beginning is always the hardest.
อย่าเพิ่งยอมแพ้ จุดเริ่มต้นนั้นมักจะยากที่สุดเสมอ

The only thing constant in life is change.
สิ่งเดียวที่แน่นอนที่สุดในชีวิต คือความเปลี่ยนแปลง

Sometimes you find yourself in the middle of nowhere
and sometimes in the middle of nowhere you find yourself.
บางครั้ง คุณก็ค้นพบตัวเองหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่ง
แต่บางครั้ง ที่ที่คุณหลงทางอยู่นั้น คุณก็ได้ค้นพบตัวเองเช่นกัน

If you want to make peace, you don’t talk to your friends,
you talk to your enemies.
หากคุณอยากสร้างสันติ อย่ามัวแต่คุยกับมิตร
แต่จงหันหน้าคุยกับศัตรูแทน

Walking with a friend in the dark is better than walking alone in the light.
เดินกับมิตรในความมืดมิด ยังดีกว่าเดินลำพังในที่สว่าง

When someone say you’ve changed
it simply means you’ve stopped living your life their way.
หากใครสักคนบอกว่าคุณเปลี่ยนไป
นั่นหมายถึงว่า คุณไม่ได้ใช้ชีวิตตามแบบของพวกเขาแล้ว

Life is too short to waste time hating anyone.
ชีวิตคนเราสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาเกลียดใคร

When the power of love overcomes the love of power
the world will know peace.
เมื่อไรที่อำนาจของความรัก ชนะความรักในอำนาจ
เมื่อนั้นโลกจะรู้จักความสงบสุข

Don’t promise when you are happy.
Don’t reply when you are angry.
Don’t decide when you are sad.
จงอย่าสัญญาใด ๆ ในขณะที่คุณกำลังมีความสุข
จงอย่าตอบโต้ในขณะที่คุณกำลังโกรธ
และจงอย่าตัดสินใจในขณะที่คุณกำลังเศร้า

We don’t stop playing because we grow old,
we grow old because we stop playing.
คนเราไม่ได้หยุดเล่น เพราะเติบโตขึ้น
แต่คนเราเติบโตขึ้นเพราะหยุดเล่นต่างหาก

Credit   http://variety.teenee.com/foodforbrain/57317.html

Friday, November 22, 2013

Generation ME

ฝากเพื่อนๆ» เลี้ยงลูกท่าไหน ถึงผลักไสให้เขา กลายเป็น Generation ME? » Gen ที่หลงตัวเองที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีข่าวที่ฮือฮามากในนิตยสาร “TIME” ที่ทำสกู๊ปหน้าปกเรื่อง “ME ME ME Generation” พร้อมภาพเด็กหญิงวัยสาวกำลังนอนราบกับพื้นและยกกล้องจากโทรศัพท์มือถือขึ้นโน้มลงมาถ่ายรูปหน้าตัวเอง

เนื้อหาเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ ที่อ้างข้อมูลของโจเอล สไตน์ จาก “The National Institutes of Health” (สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา) พบว่า

คนรุ่นใหม่กว่า 80 ล้านคนในอเมริกาที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1980-2000 นั้นหลงตัวเองเป็นสามเท่าของคนรุ่นพ่อแม่ และกว่า 80% ของคนรุ่นนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 23 ปี ต้องการได้งานที่มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

คนรุ่นใหม่นั้นได้รับการปลูกฝังเลี้ยงดูภายใต้วัฒนธรรม “แค่เข้าร่วมก็ได้ประกาศนียบัตร” โดยไม่สนใจถึงประสิทธิผลหรือวิธีการหรือความสำคัญของการเข้าร่วม

ซึ่งทำให้พวกเขามักคิดว่า หากทำงาน พวกเขาควรได้รับการโปรโมตเลื่อนขั้นทุกๆ สองปีโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาที่ผลงานหรือประสิทธิภาพ

และจากข้อมูลดังกล่าว เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Generation ME หรือกลุ่มที่มองตัวเองสำคัญที่สุด มองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง หรืออีกคำที่เขาเรียกว่าเป็นกลุ่มหลงตัวเอง

คนที่มี “บุคลิกภาพหลงตัวเอง” สรุปคร่าว ๆ มักจะมีอาการและพฤติกรรม ดังนี้
  1. ปฏิกิริยาต่อการวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยความโกรธแค้น สร้างความน่าละอาย/ขายหน้า และความอัปยศน่าอดสู
  2. เอาเปรียบผู้อื่น เพื่อตอบสนองความต้องการชนะ หรือวัตถุประสงค์ของตนเอง
  3. มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญมากเกินพอดี
  4. พูดขยายเกินกว่าความเป็นจริงเกี่ยวกับความสำเร็จหรือความสามารถของตนเอง
  5. มีใจหมกมุ่นกับจินตนาการความสำเร็จ พลัง อำนาจ ความงาม สติปัญญา หรือรักในอุดมคติ
  6. ใช้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล กับสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ หลงใหล คาดหวัง
  7. ต้องการเป็นที่ชื่นชม ยอมรับและหลงใหลอยู่ตลอดเวลา
  8. เพิกเฉย ไม่เอาใจใส่ต่อความรู้สึกของผู้อื่น และมีความพยายามเพียงน้อยนิดที่จะแสดงความเห็นใจผู้อื่น
  9. คิดหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์และความต้องการของตนเอง
  10. ไล่ตามเป้าหมายที่เห็นประโยชน์แก่ตนเอง

แม้จะมีความพยายามในการวิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่และส่วนสำคัญที่สุดก็คือ การเลี้ยงดูของพ่อแม่มีส่วนอย่างมาก

แล้วเด็กแบบไหนกันที่มีแนวโน้มถูกเลี้ยงดูให้กลายเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกเรียกว่า Generation ME !!

ประการแรก : ลูกเป็นศูนย์กลางของบ้าน

ถ้าเปรียบเทียบกับการเลี้ยงดูของชาวจีนก็ประมาณว่าจักรพรรดิน้อย ที่พ่อแม่คอยพะเน้าพะนอ อยากได้อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะเล่น จะเที่ยว จะให้ลูกเป็นผู้กำหนดตั้งแต่เล็ก ยกให้ลูกเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะรักลูกอยากตามใจลูก

โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังหล่อหลอมให้ลูกของเรากลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง และมองตัวเองสำคัญที่สุด ไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น

ประการที่สอง : ลูกไม่เคยผิดหวัง

สืบเนื่องมาจากการเป็นศูนย์กลางของบ้าน เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใหญ่ในบ้านไม่เคยขัด และตามใจมาโดยตลอด จึงมักตอบสนองในทุกเรื่อง แม้บางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

เช่น การที่ลูกอยากได้ของเล่นของคนอื่น พ่อแม่ก็จะต้องพยายามหาทางให้ลูกได้ของเล่นชิ้นนั้น ไปขอยืมมา หรือไม่ก็ต้องดิ้นรนหาซื้อของเล่นชิ้นใหม่จนได้ เป็นต้น

ประการที่สาม : ลูกไม่เคยแพ้

ในที่นี้เป็นเรื่องการแข่งขันที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กที่ต้องชนะ ไม่ว่าจเะเป็นการเล่นเกม หรือการเรียนก็ตาม

ยกตัวอย่าง พ่อแม่ที่เล่นกับลูก ถ้าเป็นเกมที่ต้องมีผู้แพ้ชนะ พ่อแม่มักยอมให้ลูกเป็นฝ่ายชนะตลอด เวลาลูกแพ้ ลูกมักร้องไห้หรืออารมณ์เสีย

แทนที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักการแพ้ชนะอย่างเป็นธรรมชาติและถูกต้องตามกฎกติกา และให้เขาได้รู้จักการจัดการกับอารมณ์นั้น

แต่พ่อแม่มักอ้างว่ารักลูก กลัวว่าลูกเสียใจก็เลยยอมแพ้ลูกตลอด จนเมื่อลูกต้องไปมีสังคมของเขาเอง เมื่อเขาแพ้ก็จะรู้สึกทนไม่ได้ ไม่ชอบหน้าอีกฝ่าย หรือบางทีก็กลายเป็นโกรธผู้นั้นไปเลย

ประการที่สี่ : ลูกไม่เคยลำบาก

ข้อนี้มักเกิดกับกลุ่มพ่อแม่ชนชั้นกลางขึ้นไป ที่ไม่อยากให้ลูกลำบาก ยิ่งถ้าเป็นพ่อแม่ที่เคยผ่านความลำบากมาแล้ว ก็เลยมีความคิดว่าไม่อยากให้ลูกลำบากอีกต่อไป

ซึ่งเป็นความคิดและความเข้าใจที่ผิด เพราะความลำบากจะทำให้ลูกมีภูมิต้านทานชีวิตที่ดี

ประการที่ห้า : ลูกไม่เคยแก้ปัญหา

พ่อแม่จัดการแก้ปัญหาให้ลูกหมด เพราะคิดว่าลูกยังเด็ก ลูกคงแก้ปัญหาเองไม่ได้หรอก ทั้งที่บางเรื่องเป็นเรื่องเล็ก ๆ และเป็นเรื่องของเด็ก แต่พ่อแม่ก็ไม่ปล่อยวางให้ลูกได้ฝึกเจอสถานการณ์ด้วยตัวเอง

พ่อแม่เข้าไปแก้ปัญหาและจัดการให้หมด กลายเป็นจุ้นจ้านต่อชีวิตของลูกไปซะอีก เวลาลูกเจอปัญหาอะไรต้องให้เขาฝึกเผชิญด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นแล้ว เขาก็จะมองเห็นแต่ตัวเอง เมื่อเกิดอะไรขึ้นมา เขาจะมองไม่เห็นปัญหาของคนอื่น หรือโทษว่าเพราะคนอื่นทำให้ฉันเกิดปัญหา

ประการที่หก : ลูกได้รับคำชื่นชมและชมเชยแบบพร่ำเพรื่อ

การชื่นชมหรือชมเชยหรือให้กำลังใจลูกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องมีความพอดีและเหมาะสมกำกับอยู่ด้วย เพราะถ้าชื่นชมมากเกินไป พร่ำเพรื่อเกินไปก็กลายเป็นสร้างปัญหาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชื่นชมเพียงแค่เปลือก ชมที่ภายนอก

เช่น ชมว่าลูกแต่งตัวสวย หล่อ หรือหน้าตาดี แต่ไม่ได้ชมที่พฤติกรรมของการทำดี ก็จะทำให้ลูกหลงและถือดีว่าตัวเองหน้าตาดี และนำไปสู่อาการหลงตัวเองได้


ฝากทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วมีส่วนทำให้ลูกของคุณเข้าข่ายเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่คิดถึงตัวเอง หรือภาษาของคนชาวอเมริกันที่เขาบอกว่าเข้าข่ายหลงตัวเอง

จนถึงกับบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า “Generation ME” ที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มักมองแต่ตัวเอง

จะว่าไปแล้วอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เกิดพฤติกรรมหลงตัวเองก็คือ “สื่อยุคไร้พรมแดน” เพราะสื่อและเทคโนโลยีที่พุ่งเป้ามาที่ตัวเด็กโดยตรง

และมองว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สุดแสนจะโอชะ เพราะใช้เงินง่าย ตกเข้าไปในกระแสทุนนิยมก็ง่าย ยิ่งบรรดาสมาร์ทโฟนที่เด็กรุ่นใหม่ใช้กันเกลื่อนเมือง ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มอย่างมากที่ก้าวเข้าสู่การเป็น Generation ME ได้ง่ายขึ้น

ตรงกันข้าม ถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสมและถูกวิธี มีการปลูกฝังทักษะชีวิตที่เหมาะสมกับวัย เมื่อถึงวันที่กระแสบริโภคนิยมเข้ามาปะทะตัวเด็กเต็ม ๆ มีสื่อไฮเทคเข้ามาถึงบ้าน แต่ทักษะชีวิตที่ได้รับการปลูกฝังมาดี

เมื่อถึงเวลานั้น ทักษะที่มี มันจะทำหน้าที่ป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดี