Friday, July 31, 2009

Twitter as alternative IM

Twitter เป็น free micro-blogging service (http://en.wikipedia.org/wiki/Twitter). คุณสามารถ post ข้อความได้ข้อความละ 140 ตัวอักษรซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ SMS ในโทรศัพท์มือถือ แต่ต่างออกมาในส่วนของความเป็น social networking ซึ่งไม่ได้เป็นการสื่อสารทีละบุคคล (คุณส่งข้อความ SMS ไปให้หลายคน ก็คือการส่งทีละข้อความไปหาแต่ละคน) กล่าวคือ
  • คุณสามารถเปิดให้ตนเองแลกเปลี่ยนข่าวสารกับเครือข่ายสาธารณะ (public, ไม่กำหนดบุคคล)
  • หรือกำหนดให้ตนเองสื่อสารเฉพาะในเครือข่ายของตนเอง (followers คือกลุ่มบุคคลที่สมัครมาเข้าเครือข่ายของคุณ)
  • หรือส่งข้อความโดยกำหนดเฉพาะบุคคล ทั้งแบบส่วนตัวโดยตรง (direct message) หรือกึ่งส่วนตัว (replies/mentions)

ทีนี้ถ้าคุณใช้ IM (instant messaging service) อยู่ การมี Twitter อาจเป็นทางเลือกหรือตัวเสริมให้คุณได้ดังนี้
  • Twitter ไม่ต้องรอให้ผู้รับ online. Follower สามารถเข้ามาอ่านทีหลังได้.
  • การ post ข้อความปกติบน Twitter เปรียบเสมือนการ broadcast ให้เครือข่าย followers ของคุณทั้งหมด. อันนี้เหมาะมากถ้าคุณตั้ง Twitter account สำหรับงานประชาสัมพันธ์, รายงานข่าว, update ข้อมูลสินค้า/บริการที่คุณดูแลอยู่.
  • คุณยังคงมี option ในการ post ข้อความแบบระบุเฉพาะบุคคล (follower คนอื่นไม่เห็นข้อความนั้น)
  • คุณสามารถลบ tweet ที่คุณส่งไปแล้วได้ (ต่างจาก SMS, email หรือ IM ปัจจุบันที่ส่งแล้วส่งเลย) เพราะว่าโดยหลักการออกแบบของ Twitter จริงๆ ไม่ใช่การ send แต่เป็น share.

ขั้นตอนการสมัคร/ติดตั้งระบบ

  • สมัคร account โดยเข้าไปที่ http://twitter.com, สิ่งที่คุณต้องใช้ในการสมัคร(เพื่อยืนยันตัวคุณ)คือ email address ของคุณเอง. Warning: คุณไม่จำเป็นต้อง(และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะ)ใช้ passward เดิมของ email address คุณในการสมัคร Twitter account (นี่เป็นหลักปฏิบัติในการใช้ web technology ในยุคนี้เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยทางข้อมูลส่วนบุคคลของคุณเอง)
  • เมื่อระบบตรวจสอบ email address และคุณเลือกชื่อ account ได้แล้ว ระบบจะมี email ขอยืนยันไปที่ email address ตามที่คุณระบุไว้.
  • โดยพื้นฐานคุณสามารถใช้งานโดย login เข้า account ของคุณใน twitter.com ได้เลย แต่ถ้าต้องการความคล่องตัวทำนองเดียวกับ IM คุณก็สามารถติดตั้ง web-browser extension ได้

สิ่งที่คุณควรกำหนดก่อนเลยใน account ของคุณ
  • ตัดสิน ใจว่า account ของคุณควรจะเป็น public หรือ private. อันนี้แนะนำว่าขึ้นอยู่กับข้อมูลที่คุณรับส่งกันเป็นแบบไหน. สมมุติว่าถ้าคุณเป็นนักข่าวหรือนักการตลาด/ประชาสัมพันธ์ การเปิดเป็น public ก็ทำให้คุณสามารถกระจายข่าวหรือแลกเปลี่ยนข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง เป็นต้น.
  • กำหนดรูปของคุณ มันช่วยได้มากเวลาที่คุณอ่านข้อความที่คุณรับส่งกันในเครือข่ายว่าใคร post ข้อความอะไรอยู่ตอนไหน.

โปรแกรมเสริมถ้าคุณไม่อยากใช้งานโดยต้องเข้าไปใน twitter.com web page
ที่แนะนำให้ตอนนี้คือ
  • ถ้าคุณใช้ iGoogle: BeTwittered (http://www.32hours.com/)
  • ถ้าคุณใช้ Firefox web browser: TwitterFox (http://www.twitterfox.net/, https://addons.mozilla.org/en-US/firefox/addon/5081)
  • ถ้าคุณใช้ Opera web browser: http://widgets.opera.com/widget/7206/
  • ถ้าคุณไม่อยากใช้ web browser: Twhirl (http://www.twhirl.org/ -- โปรแกรมติดตั้งบน PC)
  • หรือถ้าคุณอยากรวมมิตร (รวม IM ด้วย): Digsby (http://www.digsby.com/)

----
(Coming later: กิจวัตรใน Twitter)

Monday, July 27, 2009

Foot care center: ศูนย์ดูแลสุขภาพเท้า รพ.ตากสิน

Source: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

หัวข้อข่าว :. รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุ ศูนย์ดูแลสุขภาพเท้า ที่ รพ.ตากสิน จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องตัดเท้าได้มากถึงร้อยละ 40

แพทย์หญิงมาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพเท้า ที่โรงพยาบาลตากสิน ว่า จากจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคาดการณ์ว่าปี 2553 จะมีผู้ป่วยเบาหวานถึง 2 ล้าน 1 แสนคน และจะมีผู้ถูกตัดเท้าถึง 27,300 คน เฉลี่ยจะมีผู้ถูกตัดเท้า 3 – 4 คนต่อวัน ประกอบกับคนที่มีเท้าผิดรูปร่างเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ ผู้มีน้ำหนักเกิน หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้สูงอายุ ที่เท้าสูญเสียไขมันซึ่งมีหน้าที่รองรับน้ำหนักไป ทำให้เท้าเฉผิดรูป ซึ่งจากการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาเท้าที่ถูกวิธี ร่วมกับการใช้ความรู้ทางชีวกลศาสตร์ในการช่วยลดแรงกดเท้า และเลือกรองเท้าที่เหมาะสม จะช่วยลดอัตราการถูกตัดเท้าได้ร้อยละ 40 - 80 ดังนั้นทางโรงพยาบาลตากสินจึงได้ดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถดำเนินการจัดตั้งศูนย์ดูแลสุขภาพเท้าแบบครบวงจร ภายในศูนย์เบาหวาน ในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยมุ่งลดการตัดนิ้วเท้า ขา ในผู้ป่วยเบาหวาน รวมถึงป้องกันฟื้นฟูสุขเท้าแบบครบวงจรแก่กลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป ทั้งนี้การให้บริการจะครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาตาปลา เล็บขบ เล็บติดเชื้อรา อุ้งเท้าผิดปกติ จนถึงให้บริการตัดรองเท้าและอุปกรณ์เสริมต่างๆ แก่ผู้มีปัญหารุนแรง

แพทย์หญิงมาลินี กล่าวอีกว่า เท้าเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก เพราะเพียงแค่เท้าผิดรูปเล็กน้อย จะส่งผลต่อบุคลิกภาพของเราโดยตรง ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกับเท้า และต้องใส่ใจดูแลรักษาความสะอาดของเท้าให้เท่ากับอวัยวะส่วนอื่นด้วย

Sunday, July 12, 2009

Immunokine (WF10) วิธีใหม่ในการรักษาแผลที่เท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

มศว เจ๋ง! ค้นพบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานมีแผลเรื้อรังได้สำเร็จรายแรกของโลก

มศว ค้นพบวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนเป็นแผลเรื้อรังที่เท้าได้สำเร็จครั้งแรกของโลก โดยผู้ป่วยไม่ต้องสูญเสียนิ้วเท้า-ขา เผยประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องตัดนิ้วเท้า ตัดเท้า ตัดขาเกือบ 40,000 คนต่อปี

ผศ.นพ. ณรงค์ชัย ยิ่งศักดิ์มงคล แพทย์ศัลยกรรมทั่วไป ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องวิธีใหม่ในการรักษาแผลที่เท้าในผู้ป่วยโรคเบา หวาน กล่าวถึงความสำเร็จที่ค้นพบวิธีรักษาแผลที่เรื้อรังที่เท้าผู้ป่วยโรคเบา หวาน โดยไม่ต้องสูญเสียนิ้วเท้าหรือขา ว่า ด้วย การใช้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 ผสมในน้ำเกลือฉีดเข้าสู่เส้นเลือดภายใน 4 – 6 ชั่วโมง โดยฉีดวันละครั้ง ติดต่อกัน1 คอร์ส ซึ่งใช้เวลา 5 วัน จากนั้นจะดูผลประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็ให้ยาเป็นคอร์สที่ 2 อาการจะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยบางรายใช้ยาคอร์สเดียวก็จะมีอาการดีขึ้น บางรายอาจจะต้องใช้ถึง 2 คอร์ส อาการดีขึ้นของผู้ป่วยจะเริ่มจากภาวการณ์อักเสบดีขึ้น ภาวะเนื้อที่ตายเริ่มดีขึ้น มีที่งอกขึ้นเนื้อใหม่เพิ่มขึ้น

สำหรับ จุดเด่นของการให้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเป็นแผลเรื้อรัง เมื่อให้ยาผู้ป่วยไปสู่เนื้อเยื้อตัวยาจะแตกตัวเป็นออกซิเจน ซึ่งออกซิเจนจะไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวที่อยู่บริเวณบาดแผล เริ่มเข็งแรงขึ้น เมื่อเม็ดเลือดขาวบริเวณแผลแข็งแรงขึ้น มันก็เก็บกินเชื้อโรคและเนื้อที่ตาย จึงทำให้แผลเริ่มหายอาการอักเสบติดเชื้อมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ตัวยาดังกล่าวยังไปกระตุ้นเซลล์ที่สร้างหลอดเลือดและกระตุ้นเซลล์ที่สร้าง เนื้อเยื่อ แผลที่ลึกๆ ก็จะตื้นขึ้น มีเนื้อแดงงอกขึ้นมาใหม่แผลจะค่อยๆ หายภายใน 2 เดือน

ผศ.นพ.ณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า แม้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 จะเป็นยานำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี ซึ่งหลายคนอาจจะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องเดินทางไปทำแผลทุกวัน เป็นเดือนเป็นปี ล้วนแล้วแต่เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น บางคนต้องหยุดงาน ญาติพี่น้องต้องพาไปรักษา และยังต้องซื้อยาชนิดอื่นๆ มารักษา และถ้าอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ก็จะตัดสินใจตัดอวัยวะส่วนที่เป็นแผลออก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไข้กลัวและมีความทุกข์มาก แต่ถ้าใช้วิธีรักษาโดยการให้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 ผู้ป่วยจะใช้จ่าย 20,000 บาทต่อ 1 คอร์ส ส่วนผลข้างเคียงเมื่อใช้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 อาจจะมีภาวะเลือดจางบ้างเล็กน้อย

งาน วิจัยชิ้นถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของโลก เพราะยังไม่มีการทำวิจัยโดยนำยาชนิดนี้มารักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากโรคเบา หวาน โดยปกติยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 จะนำไปใช้ในผู้ป่วยที่เกิดอาการอักเสบเรื้อรังในผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรค มะเร็งและทำการฉายแสง ในปัจจุบันมีการนำตัวยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 ไปใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมลูกหมาก

ส่วนผู้ป่วยโรค เบาหวานท่านใดสนใจ และต้องการรักษาด้วยวิธีการใช้ยา IMMUNOKINE หรือ WF 10 สามารถติดต่อมาได้ที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โทร.037-395-085-6 ต่อ 11215 ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน 4 ล้านคน ผู้ป่วยจำนวนมากรักษาแผลเป็นปี ๆ ยังไม่หายสุดท้ายต้องตัดนิ้วเท้า นิ้วมือและถ้าแผลลามไปเรื่อยๆ ก็ต้องตัดไปเรื่อยๆ ในเมืองไทยปีหนึ่งๆ มีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องตัดนิ้วเท้า ตัดเท้า ตัดขาเกือบ 40,000 คน

ที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078278

Friday, June 12, 2009

SMART goal

specific, measurable, achievable, results-oriented and targets

[source: Seagate iMAP programme]

Monday, June 1, 2009

toolkit, toolbox

(They are not in Longman dictionary)
  • toolkit [n] a set of software applications that aid a task; also written "tool kit", also called toolset.
  • toolbox [n] a box or case in which tools are kept.
[source: dictionary.reference.com]

According that toolkit means group of tools, so it needn't be plural forms (toolkits does not mean many tools but many sets of tools).

Friday, April 24, 2009

เพลงประกอบละคร: เซน-สื่อรักสื่อวิญญาณ

ย้อนเวลา

: แนน วาทิยา

ช่วงเวลาที่ฉันทำมันหล่นหาย คือช่วงเวลาที่แสนจะมีความหมาย
ช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันเป็นคนที่มองข้ามไป
คิดทบทวนกี่ครั้งก็ยังเสียดาย

ที่ฉันมาต้องรบกวนเธอวันนี้ เพราะเธอคือความหวังที่พึ่งสุดท้าย

* ทุกอย่างอาจไม่สาย ถ้าหากเธอจะพอเห็นใจ
ฉันต้องการขอเธอแค่เพียงเรื่องเดียว

** ให้โอกาสฉันสักครั้งช่วยย้อนเวลา ย้อนวันกลับมาให้ฉันได้ไหม
ฉันจะไม่มีวันให้มันลงเอยอย่างนั้น
ให้โอกาสคนคนนี้ได้ย้อนเวลา ได้คืนกลับไปทำสิ่งสำคัญ
เรื่องที่ค้างคาใจ ที่ฉันพลาดผิดวันนั้น
ขอโอกาสให้ฉัน แก้ตัวใหม่อีกครั้ง

ฉันรู้ว่าสายไป แต่รับความจริงไม่ได้
ที่ผ่านมานั้นมันเกินกว่าฉันจะยอมเข้าใจ

(*) (**)

เรื่องที่ค้างคาใจ ที่ฉันพลาดผิดวันนั้น
ขอโอกาสให้ฉัน ช่วยย้อนเวลาอีกครั้ง


วันใหม่

: โบ สุนิตา

มีแต่ความเลื่อนลอย มีแต่ความเงียบงำ มีแต่ความมืดดำรอฉันอยู่
ไม่มีใครซักคน ใม่มีใครเห็นดู ไม่มีใครรับรู้ ว่าฉันมีตัวตน

จนเธอเข้ามา ทำให้ฉันค้นพบความหมาย
เธอทำให้คนที่เหมือนตายได้มีหวัง

* อาจไร้ตัวตนในสายตาใคร แต่ไม่เดียวดายในสายตาเธอ
เมื่อฟ้าบันดาลให้ฉันได้พบกับเธอ ทุกสิ่งเปลี่ยนไป
อาจไร้ตะวันที่คอยนำทาง แต่เมื่อมีกันและกัน กี่ความมืดมนใดๆ ก็พลันจางหาย
จากนี้จะมีเธอเคียงข้างกายอยู่นำทาง ให้ฉันได้เจอวันใหม่

เธอเปลี่ยนความเงียบงัน ทำให้ความมืดจาง ทำให้มองเห็นทางชีวิตใหม่
ใครจะมาเข้ากัน เท่ากับเธอเข้าใจ มีเธอเป็นแสงไฟ ฉันไม่กลัวไม่หวั่น

เพียงเธอผู้เดียว ทำให้ฉันค้นพบความหมาย
เธอทำให้คนที่เหมือนตายได้มีหวัง

(*) (*)


Links



Friday, April 10, 2009

วันอัฏฐมีบูชา

วันอัฏฐมีบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง คือ เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า หลังจากเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ ๘ วัน คือหลังจากวันวิสาขบูชาแล้ว ๘วัน เป็นที่น่าเสียดายว่า วันอัฏฐมีบูชานี้ ในเมืองไทยเรามักลืมเลือนกันไปแล้ว จะมีเพียงบางวัดเท่านั้น ที่จัดให้มีการประกอบกุศลพิธีในวันนี้

ประวัติ พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานใต้ต้นสาละในราตรี ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พวกเจ้ามัลลกษัตริย์จัดบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ใน เมืองกุสินาราตลอด ๗ วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๘ คน สรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่ อัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก ของพระนคร เพื่อถวาย พระเพลิง พวกเจ้ามัลละถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท์เถระ แล้วทำตามคำของพระเถระนั้นคือ ห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลี แล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ทำเช่นนี้จนหมดผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กที่เติมด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด จากนั้นอัญเชิญ พวกเจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๔ คน สระสรงเกล้า และนุ่งห่มผ้าใหม่ พยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ พระอนุรุทธะ พระเถระ แจ้งว่า "เพราะเทวดามีความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุหมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดา เหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน จึงไม่ยินดีที่ไม่เห็นพระมหากัสสปะอยู่ในพิธี

ครั้งนั้นพระมหากัส สปะเถระและหมู่ภิกษุเดินทางจากเมืองปาวา หมายจะเข้าเฝ้าพระศาสดา ระหว่างทาง ได้พบกับพราหมณ์คนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพสวนทางมา พระมหากัสสปะได้เห็นดอกมณฑารพก็ทราบว่า มีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น ดอกไม้นี้มีเพียงในทิพย์โลก ไม่มีในเมืองมนุษย์ การที่มีดอกมณฑารพอยู่ แสดงว่าจะต้องมีอะไร เกิดขึ้นกับพระศาสดา พระมหากัสสปะถามพราหมณ์นั้นว่า ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับพระศาสดาบ้างหรือไม่ พราหมณ์นั้นตอบว่า พระสมณโคดมได้ปรินิพพานไป ล่วงเจ็ดวัน แล้ว "พระศาสดาปรินิพพานแล้ว" คำนี้เสียดแทงใจของพระภิกษุปุถุชนยิ่งนัก พระภิกษุศิษย์ของพระมหากัสสปะบางรูป ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็กลิ้งเกลือกไปบนพื้น บ้างก็คร่ำครวญร่ำไห้ ว่า "พระศาสดาปรินิพพานเสียเร็วนัก" ส่วนพระภิกษุผู้เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว ย่อมเกิดธรรมสังเวชว่า "แม้พระศาสดา ผู้เป็นดวงตาของโลก ยังต้องปรินิพพาน สังขารธรรมไม่เที่ยงแท้เสียจริงหนอ"

แต่ในหมู่ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนั้น เสียงของสุภัททะ วุฑฒบรรพชิตก็ดังขึ้น "ท่านทั้งหลายอย่าไปเสียใจเลย พระสมณโคดมนิพพานไปซะได้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่มีคนมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช ว่าสิ่งนี้สมควรกับเรา สิ่งนี้ไม่สมควรกับเรา"
คำพูดของหลวงตาสุภัททะ เป็นที่สังเวชต่อ พระมหากัสสปะยิ่งนัก ท่านคิดว่า "พระผู้มีพระภาคยังนิพพานไปได้ไม่นาน ก็มีภิกษุบาปชนกล่าวจาบจ้วงพระศาสดา จาบจ้วงพระธรรมวินัยเช่นนี้ ถ้าเวลาผ่านไป ก็คงมีภิกษุบาปชนเช่นนี้ กล่าวจาบจวงพระธรรมวินัยเกิดขึ้นเป็นอันมาก" แต่ท่านก็ยั้งความคิดเช่นนี้ไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะกระทำสิ่งใดๆ นอกจากจะต้องจัดการ ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสียก่อน

เมื่อพระมหา กัสสปะ และภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางมาถึงสถานที่ถวายพระเพลิงมกุฏพันธนเจดีย์แล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณ รอบเชิง ตะกอน ๓ รอบ พระมหากัสสปะเปิดผ้าทางพระบาทแล้ว ถวายบังคมพระบาททั้งสองด้วยเศียรเกล้า โดยท่านกำหนดว่าตรงนี้เป็นพระบาทแล้ว เข้าจตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากฌานแล้วอธิษฐานว่า "ขอพระยุคลบาท ของพระองค์ที่มีลักษณะเป็นจักรอันประกอบด้วยซี่พันซี่ ขอจงชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ พร้อมทั้งสำลี ไม้จันทน์ ออกเป็นช่อง ประดิษฐานเหนือเศียรเกล้าของข้าพระองค์ด้วยเถิด" เมื่ออธิษฐานเสร็จ พระยุคลบาทก็แหวกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ออกมา พระเถระจับยุคลบาทไว้มั่น และน้อมนมัสการเหนือเศียรเกล้าของตน มหาชนต่างเห็นความอัศจรรย์นั้น ก็ส่งเสียงแสดงความอัศจรรย์ใจ เมื่อพระเถระและภิกษุ ๕๐๐ รูป ถวายบังคมแล้ว ฝ่าพระยุคลบาทก็เข้าประดิษฐานในที่เดิม ครั้นแล้วเปลวเพลิงก็ลุกโพลงท่วมพระสรีระของพระศาสดา ด้วยอำนาจของเทวดา ในการเผาไหม้นี้ ไม่มีควันหรือเขม่าใดๆฟุ้งขึ้นเลย เมื่อเพลิงใกล้จะดับ ก็มีท่อน้ำไหลหลั่งลงมาจากอากาศ และมีน้ำพุ่งขึ้นจากกองไม้สาละ ดับไฟที่ยังเหลืออยู่นั้น เหล่าเจ้ามัลละก็ปะพรมพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยของ หอม ๔ ชนิด รอบๆบริเวณ ก็โปรยข้าวตอกเป็นต้น แล้วจัดกองกำลังอารักขา จัดทำสัตติบัญชร (ซี่กรงทำด้วยหอก) เพื่อป้องกันภัย แล้วให้ขึงเพดานผ้าไว้เบื้องบน ห้อยพวง ของหอม พวงมาลัย พวงแก้ว ให้ล้อมม่านและเสื่อลำแพนไว้ทั้งสองข้าง ตั้งแต่มกุฏพันธนเจดีย์ จนถึงศาลาด้านล่าง ให้ติดเพดานไว้เบื้องบน ตลอดทางติดธง ๕ สีโดยรอบ ให้ตั้งต้นกล้วย และหม้อน้ำ พร้อมกับตามประทีปมีด้ามไว้ตามถนนทุกสาย
พวก เจ้ามัลละนำพระธาตุทั้งหลายวางลงในรางทองแล้ว อัญเชิญไว้บนคอช้าง นำพระธาตุเข้าพระนครประดิษฐานไว้บนบัลลังก์ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ อย่าง กั้นเศวตร ฉัตรไว้เบื้องบน แล้วจัดกองกำลังอารักขาอย่างนี้คือ "จัดเหล่าทหารถือหอกล้อมพระธาตุไว้ จากนั้นจัดเหล่าช้างเรียงลำดับกระพองต่อกันล้อมไว้ พ้นจากเหล่าช้างก็เป็น เหล่า ม้าเรียงลำดับคอต่อกัน จากนั้นเป็นเหล่ารถ เหล่าราบรอบนอกสุดเป็นทหารธนูล้อมอยู่" พวกเจ้ามัลละจะจัดฉลองพระบรมธาตุตคลอด ๗ วัน ต้องการความมั่นใจว่า ๗ วัน นี้แม้จะมีการละเล่นก็เป็นการละเล่นที่ไม่ประมาท

หลังจากนั้น เมื่อข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระสรีระกลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุแล้ว เหล่ากษัตริยน์ในนครต่างๆ เมื่อทราบข่าวก็ปรารถนาจะได้พระบรมธาตุไปบูชา จึงส่งสาสน์ ส่งฑูตมาขอพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยเหตุผลว่า "พระผู้มีพระภาคของเรา" "พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น กษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราจึงมีส่วนที่จะได้พระบรมธาตุบ้าง" เหล่ามัลละกษัตริย์ก็ไม่ยอมยกให้ ด้วยเหตุผลว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานในเมืองของเรา" ดังนั้น กษัตริย์ในพระนครต่างๆ เช่น พระเจ้าอชาตศัตรู จอมกษัตริย์แคว้นมคธ และกษัตริย์เหล่าอื่นๆ จึงยกกองทัพมาด้วยหวังว่า จะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อยกกองทัพ มาถึงหน้าประตูเมือง ทำท่าจะเกิดศึกสงครามแย่งชิงพระบรมธาตุ ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้ใหญ่คนหนึ่ง คือ โทณพราหมณ์ หวั่นเกรงว่าจะเกิดสงครามใหญ่ จึงขึ้นไปยืน บนป้อมประตูเมือง ประกาศว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ทรงสรรเสริญขันติ สรรเสริญสามัคคีธรรม การที่เราจะมาประหัตประหารเพราะแย่งชิง พระบรมธาตุ ของพระองค์ผู้ประเสริฐ ย่อมไม่สมควร ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย จงยินดีในการที่จะแบ่งกันไปเป็น ๘ ส่วน และนำไปบูชายังบ้านเมืองของท่านทั้งหลายเถิด เพราะ ผู้ศรัทธาในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีมาก"

ในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตรได้กล่าวถึงเหตุการณ์ขณะที่โทณพราหมณ์แบ่งพระบรม สารีริกธาตุ ว่า หมู่คณะเหล่านั้นตอบว่า ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นขอท่าน นั่นแหละจงแบ่ง พระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น ๘ ส่วนเท่าๆ กัน ให้เรียบร้อย เถิด โทณ พราหมณ์ รับคำของ หมู่คณะเหล่านั้นแล้ว แบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาค ออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากันเรียบร้อย จึงกล่าว กะหมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ขอพวกท่าน จงให้ตุมพะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้า จักกระทำพระสถูป และกระทำการฉลองตุมพะบ้าง ทูตเหล่านั้นได้ให้ตุมพะแก่โทณพราหมณ์ ฯ

พวก เจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพาน ในเมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาค เป็นกษัตริย์ แม้ เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระ พระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการ ฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค พวกเจ้ามัลละ เมือง กุสินาราตอบว่า ส่วนพระสรีระพระผู้มี พระภาคไม่มี เราได้ แบ่งกันเสียแล้ว พวกท่านจงนำพระอังคารไปแต่ที่นี่เถิด พวกทูตนั้น นำ พระ อังคารไปจากที่นั้นแล้ว ฯ

ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้กระทำ พระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค ในพระนครราชคฤห์ พวก กษัตริย์ ลิจฉวีเมืองเวสาลี ก็ได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มี พระภาคในเมืองเวสาลี พวกกษัตริย์ ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ ก็ได้กระทำพระสถูป และการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองกบิลพัสดุ์ พวกกษัตริย์ถูลีเมือง อัลกัปปะ ก็ได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมือง อัลกัปปะ พวกกษัตริย์ โกลิยะเมืองรามคาม ก็ได้กระทำพระสถูปและการฉลอง พระสรีระพระผู้มี พระภาคในเมืองรามคาม พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะ ก็ได้ กระทำพระสถูป และการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองเวฏฐทีปกะ พวก เจ้ามัลละเมืองปาวา ก็ได้กระทำพระสถูปและ การฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค ในเมืองปาวา พวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา ก็ได้กระทำพระสถูป และการ ฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาคในเมืองกุสินารา โทณพราหมณ์ ก็ได้กระทำสถูปและ การฉลอง ตุมพะ พวกกษัตริย์โมริยะ เมืองปิปผลิวัน ก็ได้กระทำพระสถูปและการ ฉลองพระอังคารในเมือง ปิปผลิวัน ฯ พระสถูปบรรจุพระสรีระมีแปดแห่ง เป็นเก้าแห่งทั้งสถูปบรรจุตุมพะ เป็นสิบแห่ง ทั้งพระสถูปบรรจุพระอังคาร ด้วยประการฉะนี้ การแจกพระธาตุและการก่อ พระสถูปเช่นนี้ เป็นแบบอย่างมาแล้ว ฯ

พระสรีระของพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ แปดทะนาน เจ็ดทะนาน บูชากันอยู่ในชมพูทวีป ส่วนพระสรีระอีกทะนาน หนึ่งของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุรุษที่ ประเสริฐ อันสูงสุด พวก นาคราชบูชากันอยู่ในรามคาม พระเขี้ยวองค์หนึ่งเทวดา ชาวไตรทิพย์บูชาแล้ว ส่วนอีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ใน คันธารบุรี อีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ใน แคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ อีก องค์หนึ่ง พระยานาคบูชากันอยู่ ฯ ด้วยพระเดชแห่งพระสรีระพระพุทธเจ้า นั้นแหละ แผ่นดินนี้ ชื่อว่า ทรงไว้ซึ่งแก้วประดับแล้วด้วยนักพรตผู้ ประเสริฐที่สุด พระสรีระของพระพุทธเจ้า ผู้มีจักษุนี้ ชื่อว่าอันเขาผู้สักการะๆ สักการะดีแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใด อันจอมเทพจอมนาคและจอมนระบูชาแล้ว อัน จอมมนุษย์ผู้ประเสริฐสุดบูชาแล้วเหมือนกัน ขอท่านทั้งหลาย จงประนม มือ ถวายบังคมพระสรีระนั้นๆ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นพระพุทธเจ้า ทั้งหลายหาได้ยากโดยร้อยแห่งกัป ฯ พระทนต์ ๔๐ องค์ บริบูรณ์ พระเกศา และ พระโลมาทั้งหมด พวกเทวดานำไปองค์ละองค์ๆ โดยนำต่อๆ กันไปในจักรวาล ดังนี้แล ฯ
(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร ข้อที่ ๑๕๙-๑๖๒)

การบำเพ็ญกุศลเนื่องในพิธีวันอัฏฐมีบูชา
การ บำเพ็ญกุศลเนื่องในวันอัฏฐมีบูชานี้ มีไม่กี่แห่งที่จัด เพราะในเมืองไทยมักไม่เป็นที่นิยม แม้สมัยก่อนอาจจะมีงานฉลองในพิธีวันอัฏฐมีบูชาบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกราไปมากแล้ว คงมีไม่กี่วัด เฉพาะในกรุงเทพ ที่ยังจัดพิธีเฉลิมฉลองในวันนี้อยู่ เช่นวัดราชาธิวาส ส่วนการบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ก็เหมือนกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และมีการเวียนเทียนในตอนค่ำ บางวัดในบางจังหวัด ยังมีการนิยมบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันอัฎฐมีบูชานี้อยู่บ้าง บางแห่งถึงกับจัดเป็นงานใหญ่ มีการจำลองเหตุการณ์วันถวายพระเพลิงพุทธสรีระ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลด้วย เช่น วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง จ.อุตรดิตถ์

[source: assump97]